Old School “Vintage Sound” : LUXMAN L-550X

0

Old School “Vintage Sound”

LUXMAN L-550X

“Best Product” by Stereo Sound (Japan)

 

มงคล อ่วมเรืองศรี

 l550x-1

“…แม้จะได้ชื่อว่าเป็นเครื่องเสียงมือสอง หรือ ของเก่าตกรุ่น แต่บางคนก็อาจยังมิเคยได้ครอบครอง หรือแม้แต่ได้เคยลองฟังเลยสักครั้งในชีวิต ดังนั้นคอลัมน์ “ Old School – Vintage Sound” นี้จึงถือกำเนิดขึ้นมา เพื่อเฟ้นหาเครื่องเสียงอันมีมนต์ขลังแห่งอดีตมารับฟัง ให้ทราบถึงแก่นแท้ของเครื่องเสียงในยุคสมัยนั้น เพื่อนำเสนอสู่ท่านที่สนใจ ณ กาลปัจจุบัน…”

 
สำหรับตัวผม ดูจะพันผูก-ถูกโฉลกกับ LUXMAN นี่เป็นพิเศษ มีเก็บสะสมรุ่นนั้นรุ่นนี้ที่เป็นเครื่องรุ่นเก่าแต่ว่าเก๋าเอาไว้รวมแล้วก็หลายเครื่องอยู่เหมือนกัน เพราะแต่ละรุ่น-แต่ละซีรี่ส์ของค่ายนี้ พูดได้เลยว่า ไม่มีคำว่า “ธรรมดา” แม้ว่าจะเป็นรุ่นที่ทำออกจำหน่ายในราคาย่อมเยา นั่นเพราะวิศวกรผู้ออกแบบของเขายอมที่จะนำเอาเทคโนโลยีเด่นจากรุ่นใหญ่ๆ มาบรรจุไว้ เพียงแต่ว่าอุปกรณ์ที่ใช้จะมิใช่ระดับเดียวกันเท่านั้น ทำให้ผู้ใช้เครื่องระดับประถมต้นของ LUXMAN รู้สึกประทับใจในสิ่งที่ได้รับ และสร้างความรู้สึกลึกๆเก็บไว้ในใจว่า ถ้ามีวันหนึ่งที่เขามีกำลังทรัพย์พอที่จะสามารถซื้อหาเครื่องรุ่นใหญ่ๆของ LUXMAN มาใช้ได้ เขาจะไม่ลังเลเลย…

ผมเองก็เช่นกัน ความหลังครั้งที่ยังละอ่อนเพิ่งก้าวเท้าเข้าวงการใหม่ๆ อยู่ในกองบรรณาธิการนิตยสาร ออดิโอวิชั่นอายุยังแค่ยี่สิบปลายๆ รับค่าตอบแทนจากซองเงินเดือนในแต่ละเดือนแค่ครึ่งหมื่นหน่อยๆ (ทองรูปพรรณในตอนนั้น ขายบาทละแค่ 1,200 บาท) ก็เลยหมดปัญญาที่จะไปซื้อหาแอมป์รุ่นใหญ่ๆ ที่เป็น Class A เต็มขั้นของค่ายนี้ได้ ก็เลยไปคว้ารุ่นน้องเล็กเกือบจะสุดท้องมาใช้ นั่นคือ L-430 ที่เป็น Class AB ซึ่งให้คุณภาพเสียงที่ไม่เป็นสองรองใครในระดับราคาแค่หมื่นกว่าๆ …ยิ่งใช้ก็ยิ่งรัก ยิ่งฟังก็ยิ่งชอบ ครั้นพอคุณแม่เปียแชร์ได้เงินมาแสนกว่า ก็เลยสบโอกาสขอเงินสบทบทุนมาเปลี่ยนใหม่เป็นแอมป์รุ่นใหญ่ราคาใกล้ๆ สี่หมื่นบาทในสมัยนั้นได้สำเร็จ…

l550x-f

ซึ่งก็คือ L-550 รุ่นใหญ่สุดของซีรี่ส์ที่มีรูปลักษณ์สวยงาม ดูน่าเกรงขาม ขนาดตัวเครื่องทั้งหนาทั้งลึกทั้งใหญ่ และหนักอึ้งถึงกว่า 20 กก. ครานี้สุ้มเสียงเยี่ยมยอดมากสมศักดิ์ศรีความเป็นพี่ใหญ่ที่ใช้เทคโนโลยีทันสมัย จนกระทั่งนิตยสารชื่อดังของญี่ปุ่น ‘Stereo Sound’ มอบรางวัล   “State of the Art” มาครอง (ราวๆปีค.ศ.1982) แต่พอใช้ไปได้ไม่นานเดือนนัก ก็ทราบว่า L-550 ก็ได้รับตำแหน่ง “Best Product” by Stereo Sound ด้วยในปีเดียวกัน

จากความสำเร็จอย่างสูงของรุ่น L-550 ต่อมาวิศวกรของ LUXMAN ก็สร้างผู้สืบทอดมาสู่ L-550X ออกจำหน่ายในช่วงปลายปีค.ศ.1983 แล้วก็สามารถคว้า “Best Product” by Stereo Sound มาครองอีกเช่นกัน ….ทำไม L-550 และ L-550X จึงประสบความสำเร็จติดๆกันได้ขนาดนั้น ทั้งๆที่ยังมีปรีแอมป์ และเพาเวอร์ แอมป์เด่นดังอีกหลายต่อหลายรุ่นในท้องตลาด ที่น่าจะมีสมรรถนะและคุณภาพเสียงที่ดีเยี่ยมไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน? ….มีเทคโนโลยีโดดเด่นอะไร? บรรจุอยู่ภายในตัวของทั้ง L-550 และ L-550X ทำให้สามารถเทียบชั้นกับปรีแอมป์ และเพาเวอร์ แอมป์ที่มีราคาแพงกว่าได้ …LUXMAN จงใจปล่อยหม้ดเด็ดเพื่ออวดศักดาความน่าขามเกรงให้คู่ต่อกรได้ประจักษ์ ในความสามารถการออกแบบอินติเกรตแอมป์ Class A แท้ๆ กระนั้นหรือ?

ใครที่หลงใหลใน LUXMAN เมื่อสืบค้นลึกเข้าไปในประวัติฯ จะทราบว่า LUXMAN นั้นนับเป็นแหล่งผลิตวิศวกรระดับคุณภาพประดับไว้ในวงการหลายคน หลังจากที่ Atsushi Miura ตัดสินใจขายกิจการ LUXMAN ให้แก่ ALPINE ในปีค.ศ.1984 เนื่องจากสถานะทางด้านการเงิน ทำให้-ยุคทอง-ของ LUXMAN ต้องยุติลง… ต่อมา Atsushi Miura ร่วมกับ Masami Ishiguro ก่อตั้งแบรนด์ “AIRTIGHT” และ Taku Hyodo ที่แยกตัวออกไปก่อตั้งเป็น “Leben” ทว่าทั้ง L-550 และ L-550X ล้วนเกิดขึ้นจากมันสมองของทีมวิศรกร LUXMAN ล้วนๆ ก่อนที่จะถูกครอบงำ

ซึ่งว่ากันตามจริงแล้ว L-550X นั้น เป็นการ “อัพเกรด” สำหรับการจำหน่ายเฉพาะในญี่ปุ่นเท่านั้น เพราะจะไม่มีแท็ปให้สามารถเลือกระดับแรงดันไฟฟ้า AC เป็นค่าอื่นได้ (100 โวลต์ / 60 เฮิรตซ์) L-550X จึงไม่มีเวอร์ชั่นสำหรับการส่งออก (Export version) อย่างเจาะจง ดังนั้นการจะกล่าวถึง L-550X จึงจำเป็นต้องพาดพิงไปถึง L-550 เพื่อให้ทราบถึงที่มาที่ไปในรายละเอียดต่างๆ

maxresdefault

L-550 เป็นสเตอริโอ อินติเกรตแอมป์แบบ SS (โซลิด สเตท) ระบบการทำงานภาคเอ๊าต์พุตเป็น Class A แท้ๆ ตลอดช่วงการทำงาน โดยกำหนดค่า idling current เอาไว้ที่ 160mV (ของแต่ละแชนแนล) นั่นเลยเชียวละ !!!  L-550 สามารถจ่ายกำลังขับได้ 50 วัตต์ต่อข้าง แรกออกจำหน่ายช่วงปลายปีค.ศ.1981 ด้วยราคา 250,000 เยน ความโดดเด่นสำคัญนั้นอยู่ที่ การมีวงจรภาคขยายสัญญาณแบบ สเตจเดียว หรือ Single-Stage amplification ด้วยการใช้ high Gm low-noise FET ทำให้ได้ค่าเฟส (Phase) ที่ไม่ผิดเพี้ยน และสามารถดำรงรักษารายละเอียดต่างๆ ไว้ได้ใกล้เคียงกับต้นฉบับสัญญาณเป็นอย่างมาก คุณภาพเสียงจึงอิ่มอุดม เปี่ยมในรายละเอียด ควบคู่ความกระชับ ฉับไว เป็นที่ต้องหูต้องใจผู้ที่ได้ฟัง

L-550 ยังใช้ระบบระบายความร้อนแบบใหม่ที่เป็นเทคโนโลยีล่าสุดในยุคสมัยนั้น ทั้งยังใช้เป็นแบบ Double Heat Pipes แยกสำหรับแชนแนลซ้าย-ขวา เพื่อช่วยควบคุมค่าอุณหภูมิในขณะทำงานของวงจร Class A แท้ๆ ไว้ให้คงที่ กระนั้นในขณะใช้งาน L-550 จึงมีอุณหภูมิแทบไม่ต่างจากเตาปิงขนมปัง ซึ่งก็ทำให้บางคนรู้สึกกังวลใจในเรื่องของอุณหภูมิความร้อนที่ปล่อยออกมา วิศวกรของ LUXMAN จึงได้ออกจำหน่ายรุ่น L-530 ซึ่งใช้วงจรการทำงานภาคขยายในแบบ Class AB ที่ให้กำลังขับได้ 120 วัตต์ต่อข้างตามติดออกมา ภายใต้รูปโฉมที่ละม้ายคล้ายกัน

ในขณะที่วิศวกรของ LUXMAN ก็ได้นำหลักการ Duo-ßeta Circuit ที่สร้างชื่อลือเลื่องให้กับ LUXMAN มาก่อนหน้า (ตั้งแต่รุ่น L-58A) มาพัฒนาสู่ Duo-ßeta Circuit /S plus X ซึ่งมีความก้าวล้ำนำหน้ามากยิ่งขึ้นไปอีกขั้น ยิ่งกว่านั้น Duo-ßeta Circuit /S ยังถูกนำไปใช้งานในภาคขยายสัญญาณหัวเข็มด้วยเช่นกัน อันเป็นการเพิ่มศักยภาพการทำงานของ L-550 ให้โดดเด่นยิ่งขึ้นไปอีก ในขณะที่ภาคจ่ายไฟ หรือ Power supply ที่เปรียบเสมือนหัวใจในการจ่ายพลังงานให้แก่ภาคการทำงานต่างๆให้สามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพนั้น วิศวกรของ LUXMAN ได้เลือกที่จะใช้หม้อแปลงแบบ EI ขนาดใหญ่ถึง 400 VA แยกการพันขดลวดทุติยะภูมิ (Secondary winding) ออกเป็น 6 ชุดด้วยกันอย่างเป็นอิสระ ทำงานควบคู่กับคาปาซิเตอร์เก็บสำรองพลังงานแบบ low-ESR 50V / 30,000µF, 99,99% pure aluminium chemical caps จำนวน 2 ตัว

003

วิศวกรของ LUXMAN ยังได้ใส่วงจร pre-heating stages ให้กับ L-550 อีกด้วย ซึ่งจะช่วยให้ L-550 พร้อมเข้าสู่ช่วงอุณหภูมิการทำงาน (Working temperature) ได้แทบจะในทันทีที่กดปุ่ม Power On เนื่องเพราะว่า ถ้าผู้ใช้เสียบปลั๊กไฟฟ้าเข้าเครื่องไว้ แล้วกดปุ่ม pre-heating เอาไว้ด้วย ระบบการทำงานจะยังคงจ่ายไฟเลี้ยงวงจรต่างๆเอาไว้ระดับหนึ่ง เพื่อให้เครื่องอยู่ในสภาวะพร้อมใช้งาน (คล้ายๆภาวะ Stand-by) โดยที่ภาคเอาต์พุตซึ่งเป็น Class A แท้ๆนั้นจะยังคงไม่ทำงาน (ไม่มีกระแสป้อนไปสู่ Output devices เพื่อถนอมการใช้งานให้ยืนยาว และในขณะเดียวกันก็ไม่สิ้นเปลืองพลังงานไฟฟ้าไปอย่างสูญเปล่า) ต่อเมื่อผู้ใช้กดปุ่ม Power On ระบบการทำงานก็จะปรับเข้าสู่สภาวะใช้งานเต็มที่ โดยจะมี Warm-up Indicator (ซึ่งอยู่ข้างๆ ปุ่มกด Power On) ทำหน้าที่ติดกะพริบช้าๆจนดับสนิทไป เพื่อบ่งบอกถึงสมรรถนะเต็มที่ที่พร้อมรองรับต่อการใช้งาน

L-550 ดูจะได้รับการออกแบบให้ “เอาใจ” คนเล่นแผ่นเสียงมากเป็นพิเศษ ด้วยการมีปุ่มกด Phono Straight เพิ่มเติมมาให้ นอกเหนือจากการมีปุ่มกด Tone-in ซึ่งหากผู้ใช้ไม่รู้สึกจำเป็นที่จะต้องใช้ภาค Tone control ก็จะได้ไม่ต้องกดปุ่มนี้ เครื่องก็จะก้าวข้าม (Bypass) วงจรปรับแต่งเสียงนี้ไป ควบคู่กับการก้าวข้ามวงจรต่างๆที่อาจจะไม่จำเป็นต่อการใช้งานสำหรับบางคน อย่างเช่นว่า Source selector, Subsonic filter, High-cut/Low-cut, Balance เพื่อให้สัญญาณเสียงนั้นวิ่งทางตรงเข้าสู่ภาคการทำงานที่จำเป็นอย่างรวดเร็ว รายละเอียดต่างๆจะได้ไม่สูญหาย หรือลดทอนไป

วิศวกรของ LUXMAN ยังได้นำเอาวงจร Linear Equalizer ที่เคยบรรจุอยู่ในปรีแอมป์รุ่นใหญ่ๆ กลับมาใช้-ใส่ไว้ใน L-550 เพื่อให้ผู้ใช้ที่โปรดปรานการเล่นแผ่นเสียงสามารถจะ “Tilt-up / Tilt-down” ลักษณะของ RIAA frequency response ได้อย่างละ 2 ค่า เพื่อให้ได้มาซึ่งบุคลิกเสียงที่ถูกรสนิยมส่วนตัวโดยเฉพาะ (ยกความถี่สูง/ลดความถี่ต่ำ อีกนิด-อีกสักนิดน่า อะไรประมาณนั้น)

ความแตกต่างสำคัญที่วิศวกรของ LUXMAN เน้นย้ำแนวทางมาโดยตลอดก็คือเรื่องของการใช้ Turnover frequency สำหรับภาค Tone control เนื่องเพราะต้องการให้ผู้ใช้สามารถปรับจูนลักษณะเสียงได้ตรงตามรสนิยมรับฟังที่ต้องการ โดยพยายามไม่ยุ่งเกี่ยวกับค่าความถี่หลักที่อยู่ใกล้เคียง ทำนองคล้ายๆมี Parametric equalizer ติดตั้งมาให้แบบกลายๆ กระนั้น ซึ่งในซีรี่ส์ก่อนหน้านี้ มักจะมี Turnover frequency ให้เลือกได้ 3 ค่าเป็นอย่างมาก แต่สำหรับ L-550 จะมีให้ปรับเลือกได้มากถึง 9 ค่าด้วยกันในแต่ละแถบช่วงความถี่ :- 55Hz, 77Hz, 110Hz, 155Hz, 220Hz, 310Hz, 440Hz, 620Hz, 820Hz สำหรับในช่วง Low-pass turnover และ 620Hz, 880Hz, 1.2kHz, 1.7kHz, 2.5kHz, 3.5kHz, 5kHz, 7kHz, 10kHz สำหรับในช่วง High region turnover

วิศวกรของ LUXMAN ยังได้เพิ่มความพิเศษให้กับ L-550 ด้วยการมีระบบตรวจจับค่าเฟสกระแสไฟฟ้าที่เรียกว่า Line-Phase sensor เพื่อให้แสดงว่า ผู้ใช้ทำการเสียบปลั๊กไฟฟ้าเข้าเครื่องอย่างถูกต้องหรือไม่ สมรรถนะและคุณภาพเสียงจะได้ไม่ถูกลดทอนไป ทั้งยังมีสวิทช์ Cartridge สำหรับปรับตั้งค่าความต้านทานภายในให้เหมาะสมกับหัวเข็ม MM และ MC ได้มากถึง 6 ค่าด้วยกัน :- 100kohm, 50kohm, 100ohm สำหรับหัวเข็ม MM และ 300ohm, 100ohm, 40ohm  สำหรับหัวเข็ม MC รวมถึงการมี Phono Front input สำหรับใช้งานเป็นช่องเสียบเครื่องเล่นแผ่นเสียงชุดที่ 3 ซึ่งเอื้ออำนวยความสะดวกอย่างมากจากการเสียบต่อได้ทางด้านหน้าเครื่อง

…สิ่งต่างๆที่กล่าวมาข้างต้น พอจะบ่งบอกได้ถึงความตั้งใจที่จะให้ L-550 เป็นดาวเด่นแห่งแวดวงอินติเกรตแอมป์ เหนือชั้นกว่าคู่แข่งทั้งปวงอย่างชนิดไร้ข้อกังขา จนสามารถคว้ารางวัล   “State of the Art” รวมทั้งตำแหน่ง “Best Product” by Stereo Sound มาครอง เป็นการตอกย้ำในความสำเร็จอันน่าภาคภูมิใจของเหล่าวิศวกร LUXMAN

ต่อมา LUXMAN ได้ออกจำหน่าย L-550X เว้นห่างจาก L-550 ประมาณ 2-3 ปี โดยมีพัฒนาการหลายอย่างปรับเปลี่ยนไปจากรุ่น L-550 แล้วก็สามารถคว้า “Best Product” by Stereo Sound มาครองได้เช่นกัน ทว่าจากความสำเร็จเป็นอย่างมากของ L-550 ทำให้ความนิยมใน L-550X ของคนญี่ปุ่นไม่มากนัก เพราะต่างมี L-550 อยู่ในครอบครองกันแล้วทั้งนั้น ทั้งๆที่วิศวกรของ LUXMAN ตั้งใจทำ L-550X ออกมาเพื่อแฟนพันธุ์แท้ LUXMAN ในญี่ปุ่นโดยเฉพาะ ยอดผลิตจำหน่ายของ L-550X จึงไม่มากนัก และกลายเป็นของดีที่หายากในเวลาต่อมา (ราคาแรกจำหน่าย 269,000 เยน)

โดยที่วิศวกรของ LUXMAN ได้ทำการปรับปรุงในหลายส่วนด้วยกัน นับตั้งแต่ส่วนฐานแท่นเครื่อง (Chassis) ที่แต่เดิมเป็นเหล็กไร้สนิม (Stainless steel) ก็เปลี่ยนมาเป็นแบบ Copper plated ทั้งแท่น ดูสุกสกาวทีเดียว นัยว่าต้องการให้ลดสภาพ Eddy current ลงไปให้น้อยที่สุด มิให้สะสมอยู่ด้วยการ Drain ทิ้งไปอย่างรวดเร็วผ่านทางเนื้อทองแดงที่ชุบเคลือบอยู่โดยรอบ อันเนื่องมาจากทองแดงนั้นนำพากระแสไฟฟ้าได้ดีกว่าเหล็กนั่นเอง ในส่วนของหม้อแปลง หรือ Transformer ที่เคยใช้เป็นแบบ EI ขนาดใหญ่ ก็ปรับเปลี่ยนมาใช้เป็นแบบ Toroidal ที่ให้สมรรถนะและประสิทธิภาพที่สูงขึ้น นอกจากนี้ยังคัดสรรเกรดอุปกรณ์ใช้งานที่ดียิ่งขึ้น โดยที่ยังคงไว้ซึ่งแบบอย่างวงจรเช่นเดิมไม่เปลี่ยนไป รวมทั้งฟังก์ชั่นใช้งานต่างๆด้วย

a

ผมเองเพิ่งได้ L-550X มาปีเศษๆ ในราคากว่าสามหมื่นบาท (สภาพสวยมาก) แถมยังต้องหา Step-down transformer มาใช้ลดระดับแรงดันไฟฟ้า AC บ้านเราจาก 230 โวลต์ลงมาให้เหลือ 100 โวลต์ เพื่อใช้งานร่วมกับเจ้า L-550X อย่างเหมาะสม ซึ่งจากการรับฟัง ผมว่าสุ้มเสียงเนียนนุ่มมีน้ำนวลยิ่งกว่ารุ่น L-550 ให้ความอบอุ่นและมีความมีตัวมีตนในน้ำเสียงได้ไม่ต่างจากรุ่น L-550 ในขณะที่ความกระชับฉับไวนั้นมีเพิ่มขึ้นมา ทว่าในแง่อิมแพคและน้ำหนักแรงกระแทกกระทั้นดูจะด้อยกว่า L-550 อยู่นิดหน่อย …โดยรวมฟังแล้วให้บรรยากาศใกล้เคียงกับเครื่องหลอดฯ อ้อ – ความใสสะอาด ปลอดโปร่ง นี่โดดเด่นทีเดียวครับ สำหรับเจ้า L-550X

ผลพวงความสำเร็จอย่างมากของ L-550 และ L-550X ได้ก่อให้เกิด “ทายาท” สืบทอดแนวทางตามติดมา ไม่ว่าจะเป็น L-560 ที่ได้ชื่อว่า สวยงามมากที่สุดในบรรดาอินติเกรตแอมป์ของ LUXMAN (ด้วยการใช้ปุ่มสีทองแชมเปญ แทนที่สีขาวนวลเช่นรุ่นเดิมๆ) รวมทั้ง L-570 อินติเกรตแอมป์ที่มีน้ำหนักมากที่สุดของ LUXMAN และโด่งดังจนมีหลายเวอร์ชั่นตามติดออกมา ….แต่ถ้าคุณไม่ชอบความเป็นแอมป์แบบ Class A แท้ๆ ของ L-560 และ L-570 ก็ขอให้มองหารุ่น L-535 กับ L-540 ที่ใช้วงจรภาคขยายในแบบ Class AB ดูละกัน เพราะได้รับการถ่ายทอดพันธุกรรมอันยอดเยี่ยมมาเช่นเดียวกัน

 

หมายเหตุ :- …มีคนจำนวนไม่น้อยที่มักจะพูดว่า “เครื่องเก่า” นั้น มันตกสเปคฯ ไม่น่าเล่น, เชย หรือ ตกยุค, เสี่ยงต่อความเสื่อมสภาพของอุปกรณ์ใช้งาน อันอาจนำพามาซึ่งความเสียหาย (อย่างร้ายแรง) ต่อซิสเต็มที่ใช้งาน, ซื้อมาใช้งานก็ไม่มีการรับประกัน (warranty) แต่อย่างใด หนำซ้ำเมื่อเครื่องเสียเพราะหมดอายุการใช้งาน อาจหาอะไหล่มาเปลี่ยนใหม่ไม่ได้ด้วยซ้ำไป – อะไรทำนองนั้น ซึ่งเหล่านั้นก็เป็นความจริง – แต่มันจริงเพียงส่วนเดียว เพราะหากพินิจ-พิจารณาไคร่ครวญดูดีๆอย่างมีเหตุผล จะพบว่า “เครื่องเก่า” ที่เขาเล่นกันนั้น มันเป็นเครื่องในระดับไฮ-เอ็นด์ในยุคสมัยนั้นทั้งสิ้น ซึ่งกาลเวลาได้พิสูจน์ให้ประจักษ์แล้วว่า “ดีจริง” แม้จะผันผ่านกาลเวลามาเนิ่นนาน สมรรถนะและคุณภาพเสียงก็ยังเป็นที่น่าถวิลหา อีกทั้งคนที่ชื่นชอบใน “เครื่องเก่า” หรือ…การเล่นเครื่องเสียงแนววินเทจนั้น บางครั้งเรื่องของตัวเลขต่างๆที่ระบุไว้ในสเปคฯ มิได้ถูกนำมาคิด-พิจารณาเลยด้วยซ้ำ

 

“ความชอบ” นั้นมาจาก “เสียง” ที่ได้รับฟัง-เหนือปัจจัยใดๆทั้งสิ้น-ถ้าฟังแล้วบังเกิดความน่าหลงใหล  เพราะสิ่งที่ได้รับฟังจาก “เครื่องเก่า” มักจะ-แตกต่าง-อย่างที่ “เครื่องใหม่” ซึ่งทันสมัยกว่า ตัวเลขสเปคฯก็ดูดีกว่า อาจทำได้ไม่เท่า …ผู้คนจำนวนมากทั่วโลกจึงถวิลหา “เครื่องเก่า” ที่โด่งดังในอดีตมาครอบครอง บางเครื่อง-บางรุ่นที่ยอดนิยมจริงๆนั้นถึงกับ “แย่ง” กันก็มี ทั้งๆที่ “ราคา” นั้นสูงลิบลิ่ว ยิ่งกว่าราคาตอนแรกจำหน่ายด้วยซ้ำไป นั่นเพราะว่า “มันหายากส์” ไม่ค่อยจะมีใครยอม “ปล่อย” ออกมา แม้ว่า จะขายได้ราคาดีมากๆก็ตาม

 

…บางทีคนที่มุ่งโจมตี “เครื่องเก่า” อาจต้องหันมาพิจารณาตัวเองบ้าง… ใช้เหตุและผล มิใช่ความคิดส่วนตนเป็นเครื่องตัดสินถูก-ผิด เรื่องของ “ความชอบ” หรือ “ความถูกใจ” ของคนเรา มันอยู่เหนือเหตุ-ผลใดๆ …ปล่อยให้ “เขา “ คิดกันเองบ้างดีไหม เขาก็มี “สมอง” เช่นกัน กรุณาอย่าครอบงำ หรือ ชี้นำแบบชักใบให้เรือเสีย ประเภท “เชื่อผมเถอะ ผมเป็นใคร …ทำไมถึงไม่ไว้ใจในคำชี้แนะของผมล่ะ” อะไรทำนองนั้น เพียงเพื่อผลประโยชน์ส่วนตน หรือ ของใครไม่กี่คน

 

…ลองกลับไปดูตัวเองซิว่า ตัวเองน่ะมีเครื่องเก่าตกรุ่นเก็บสะสมอยู่บ้างหรือเปล่า ? แล้วนำออกมาฟังอยู่ประจำ หรือไม่ ? ซึ่งถ้าไม่ชี้โกง หรือ โป้ปดจนติดเป็นนิสัย น่าจะซาบซึ้งดีว่า เสียงที่รับฟังจาก “เครื่องเก่า” นั้น มันให้อารมณ์ร่วมได้ขนาดไหน ถามใจตัวเองดูซิว่า จริงอ๊ะปล่าว….

 

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..