Old School “Vintage Sound”
Diatone DS-2000ZX
The “Last Flagship” of 2000 Series
มงคล อ่วมเรืองศรี
“…แม้จะได้ชื่อว่าเป็นเครื่องเสียงมือสอง หรือ ของเก่าตกรุ่น แต่บางคนก็อาจยังมิเคยได้ครอบครอง หรือแม้แต่ได้เคยลองฟังเลยสักครั้งในชีวิต ดังนั้นคอลัมน์ “ Old School – Vintage Sound” นี้จึงถือกำเนิดขึ้นมา เพื่อเฟ้นหาเครื่องเสียงอันมีมนต์ขลังแห่งอดีตมารับฟัง ให้ทราบถึงแก่นแท้ของเครื่องเสียงในยุคสมัยนั้น เพื่อนำเสนอสู่ท่านที่สนใจ ณ กาลปัจจุบัน…” |
เมื่อครั้งที่ผ่านมา ได้แนะนำให้ท่านทั้งหลายได้รู้จักกับ Diatone ซึ่งก่อตั้งขึ้นด้วยจุดมุ่งหมายในการร่วมมือกับทาง NHK ทำนองคล้ายๆ BBC ที่ในอดีตนั้น มีความใกล้ชิดสนิทสนมกับทาง KEF เป็นพิเศษกว่าใครๆ และได้หยิบยกเอาเรื่องราวของลำโพงรุ่น DS-2000HR มาเล่าสู่กันฟังเป็นตัวหลัก มาในครั้งนี้ขอยังอยู่กับ Diatone อีกสักตอนเสมือนเป็นภาคต่อก็ละกันนะครับ โดยจะได้หยิบยกเอาเรื่องราวของลำโพงรุ่น DS-2000ZX มาบอกกล่าวกัน
Diatone ผลิตจำหน่ายลำโพงมาตั้งแต่ยุคปี ’60 แต่ทำระบบลำโพงบ้านอย่างจริงจังเอาในช่วงยุคปี ’70 เป็นต้นมา ด้วยการใช้ตัวอักษร “DS” ที่หมายถึง Diatone Speakers นำหน้าชื่อซีรี่ส์อยู่ตลอดเวลา เว้นแต่ซีรี่ส์ที่ผลิตขึ้นเพื่อแวดวงโปรเฟสชันแนลเท่านั้น ก็จะใช้ว่า 2S-305, 2S-3003 เป็นต้น สำหรับ “DS-2000” จัดเป็นซีรี่ส์ระดับกลางค่อนไปทางสูงที่ออกจำหน่ายครั้งแรกในปีค.ศ.1985 และประสพความสำเร็จดีพอประมาณจากความที่มีคุณภาพสูงมากในขณะที่ระดับราคานั้นพอรับได้ จนนำพาไปสู่พัฒนาการของ DS-2000 Series ในรุ่นต่อๆ มา ที่ได้การปรับปรุงบางสิ่งบางอย่างแปรเปลี่ยนไปตามความก้าวหน้าของเทคโนโลยีในช่วงนั้นๆ
ทั้งนี้ทาง Diatone มิได้ออกจำหน่ายทุกรุ่นในซีรี่ส์ ‘DS-x000’ พร้อมกันแบบปูพรม หากแต่ทะยอยออกแต่ละรุ่นมาในแต่ละปี โดยมี DS-5000 เป็นรุ่นเบิกโรงออกมาก่อนรุ่นใดๆ ในปีค.ศ.1982 ตามต่อมาด้วย DS-1000 ที่ออกจำหน่ายในปีค.ศ.1983 จากนั้นในปีค.ศ.1984 ก็ปล่อย DS-3000 ออกมา อีก 1 ปีถัดมาจึงถึงคิวของ DS-2000 …..สิ่งที่ผมจับประเด็นในความเป็นไปของ DS-1000, DS-2000 และ DS-3000 มากกว่ารุ่น DS-5000 ทั้งๆ ที่พูดได้ว่า มีฐานะเป็นรุ่นเรือธง ก็ด้วยเหตุว่าทั้งสามรุ่นล้วนมีระบบตัวตู้ที่เป็นแบบตู้ปิด หรือ closed type system ซึ่งในวงการอาจเรียกขานว่า acoustic suspension นั่นเองละครับ ในขณะที่รุ่น DS-5000 นั้นได้รับการออกแบบระบบตัวตู้ในแบบตู้เปิด หรือ Bass Reflex
ระบบตัวตู้ปิด หรือ acoustic suspension นั้น ปัจจุบันพูดได้เลยว่า -หาได้ยากยิ่ง- แม้แต่ในแวดวงลำโพงระดับไฮ-เอ็นด์ราคาเกินไขว่คว้าก็แทบจะไม่มีใครทำกันออกมาแล้ว ทั้งๆ ที่ระบบตัวตู้ปิดนั้นมี “ข้อดี” มากมาย …ซึ่งในอดีตนั้นถึงกับเรียกขานระบบตู้ปิดสนิทนี้ว่า Infinite Baffle กันมาแล้ว เนื่องเพราะราวกับว่า มีผนังตัวตู้อันไม่สิ้นสุดนั่นเองละครับ (สมัยก่อนนู้นบางครั้งถึงกับเจาะผนังบ้านเพื่อติดตั้งตัวลำโพง ปล่อยให้อีกด้านเป็นห้องว่างที่ทำหน้าที่เสมือนเป็นตู้ลำโพงกันเลยทีเดียว) ระบบตู้ปิดจำเป็นที่จะต้องมีการกักอากาศจำนวนหนึ่งเอาไว้ภายในตัวตู้ลำโพง โดยที่อากาศจำนวนนี้จะทำหน้าที่ “ประคอง” ตัวกรวยลำโพง หรือ cone ไว้ให้มีสภาพที่สมดุลในขณะขยับขับเคลื่อนตัว ทั้งในช่วงขับเคลื่อนไปข้างหน้าและถอยหลังราวกับว่ามีสปริงติดตั้งอยู่บนตัวกรวยลำโพง ช่วยให้ตัวกรวยลำโพงมีลักษณะการเคลื่อนที่ที่เป็นดั่งลูกสูบ (pistol=like motion) ในอุดมคติอย่างไงล่ะครับ
อากาศภายในตัวตู้นอกจากจะทำหน้าที่เสมือนเป็นสปริงแล้ว ยังส่งผลให้ความถี่ของอาการเรสโซแนนซ์นั้นสูงขึ้น และค่า Q ก็จะสูงขึ้นเช่นกัน นี่เองที่ทำให้เวลาที่เราๆ ท่านๆ รับฟังลำโพงระบบตู้ปิดแล้วจะรู้สึกรับรู้ว่า เสียงเบสนั้นหนักแน่นและลึกล้ำทำให้นักเล่นเครื่องเสียงที่มีประสบการณ์มักจะชื่นชอบระบบลำโพงตู้ปิดกัน แต่เนื่องจากการออกแบบลำโพงตู้ปิดนั้นต้องใช้ความพิถีพิถัน จากความจำเป็นที่ตัวตู้ต้องมีความแข็งแรงมาก และสามารถกักอากาศได้อย่างสนิทแน่น ตัวตู้ขนาดใหญ่ๆ จึงทำได้ยาก และมีน้ำหนักมาก การขนส่งทำได้ลำบาก ส่งผลต่อปัจจัยราคาที่ต้องสูงกว่าธรรมดา
ที่สำคัญระบบลำโพงตู้ปิดนั้น มักจะมีค่าความไวเสียงในระดับต่ำ (ประมาณ 80 กว่าดีบีเท่านั้น) ทำให้จำเป็นต้องใช้แอมป์ที่มีกำลังขับสูงสักหน่อยควบคู่กัน บางคนก็ค่อนขอดว่าลำโพงตู้ปิดนั้น “ขับยาก” ต่างจากระบบลำโพงตู้เปิดที่ให้ค่าความไวเสียงที่สูงกว่า ความนิยมในระบบตู้เปิดจึงมีมากกว่า จนแทบว่า ระบบลำโพงตู้ปิดนั้น “หาทำยายาก” ยิ่งนักในปัจจุบัน ทั้งๆ ที่เคล็ดลับสำคัญสำหรับลำโพงตู้ปิดนั้น-ไม่เกี่ยงลักษณะห้องฟัง จะตั้งวางอะไร-อย่างไง-ตำแหน่งไหน-เข้ามุมหรือไม่ในห้องฟังก็ยังให้เสียงที่ดีอย่างที่มันเป็น ด้วยเหตุผลที่ว่าสภาพอะคูสติกของห้องนั้นมิได้ “เชื่อมต่อ” กับมวลอากาศที่อยู่ภายในตัวตู้ผ่านทาง-ช่องเปิด- หรือ port อย่างไงล่ะครับ
นี่แหละที่ทำให้ผมสนใจในระบบตู้ปิด อย่างเจ้า DS-2000 รวมทั้ง DS-3000 มากกว่ารุ่น DS-5000 ซึ่งในตอนแรกเริ่มเดิมทีนั้น Diatone ได้พัฒนามิดเรนจ์และทวีตเตอร์ที่ใช้ผลึกโบรอน (Crystal Boron) มาขึ้นรูปตัวโดม ทั้งนี้ “Boron” นั้นได้ชื่อว่าเป็นวัตถุธาตุ (element) ที่มีค่าความแข็ง (hardness) สูงมากจะเป็นรองก็แต่เพชรเท่านั้น ขณะเดียวกันก็มี acoustic property ที่เป็นเลิศ บวกกับ physical property ที่ค่อนไปทางแม่เหล็ก (magnet) มากกว่าที่จะเป็นโลหะ (metal) จึงทำให้มีอาการเรสโซแนนซ์ที่ราบเรียบไม่ฉูดฉาดเหมือนกับโลหะ ซึ่งด้วยคุณสมบัติเฉพาะตัวโดยทางธรรมชาติที่เหมาะสมมากเยี่ยงนี้ ทาง Diatone จึงนำผลึกโบรอนมา “ขึ้นรูป” ด้วยกรรมวิธีพิเศษ “โบรอน” จึงถูกเลือกมาใช้เป็นวัสดุตัวโดม ซึ่งทาง Diatone นำมา “ขึ้นรูป” ด้วยกรรมวิธีพิเศษ พร้อมกับการใช้เทคนิกวิธีที่เรียกว่า DUD (Diatone Unified Diaphragm) โดยที่ตัวโดมและกระบอกวอยซ์คอยล์จะเป็นส่วนเดียวกัน ส่งผลดีทั้งในด้านรายละเอียดและความฉับไว รวมไปถึงเรื่องของความแม่นยำถูกต้องของเสียงดังที่ได้บอกกล่าวไว้ในครั้งที่แล้ว
ต่อมาทาง Diatone ได้พัฒนา DS-2000 ไปสู่ความเป็น DS-2000HR ในปีค.ศ.1987 ปรับเปลี่ยนทวีตเตอร์และมิดเรนจ์จากวัสดุโบรอนไปเป็นไทเทเนียม พร้อมกับค้นคว้าเทคนิควิธีติดตั้งระบบแม่เหล็กโดยตรงแบบ DMM (Direct Magnet Circuit Mounted) ขึ้นมาใช้ เพื่อให้ได้ค่าความเข้มเส้นแรงแม่เหล็กที่สูงยิ่งขึ้น ซึ่งบางคนที่ได้ฟัง DS-2000HR นั้นบอกว่า สุ้มเสียงนั้นสดใส กระชับฉับไว ให้น้ำหนักเสียงที่ดี เปล่งประกายปลายเสียงสูงได้สุกสกาว ถ่ายทอดรายละเอียดได้ดีมาก บางคนก็เลยบอกว่า “HR” นั้นบ่งบอกถึง High Resolution ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงนั้นหมายถึง High Rigidity ที่วิศวกรของ Diatone มุ่งให้ความสำคัญต่อความแข็งแกร่งทางด้านของโครงสร้างตัวตู้ ควบคู่กับการเสือกสรรวัสดุที่ใช้ให้มีคุณภาพสูงสุด
DS-2000HR ได้ผลตอบรับที่ดีมาก …เพียงแต่ว่า เมื่อเทียบกับ DS-2000-ต้นตำรับ-จะออกไปทางจัดจ้าน คมแข็งติดมากับช่วงปลายเสียงสูงๆ อยู่สักนิดสำหรับ DS-2000HR ครั้นกาลเวลาผันผ่านเข้าสู่ช่วงปี ‘90 เทคโนโลยีต่างๆ พัฒนาก้าวหน้าขึ้นอยู่เรื่อยๆ ความต้องการในลำโพงมอนิเตอร์ใหม่อันทันต่อยุคสมัย ที่สามารถให้สมรรถนะและประสิทธิภาพใช้งาน รวมทั้งคุณภาพเสียงอันเป็นบรรทัดฐานอ้างอิงได้ในระดับที่สูงขึ้นของ NHK ทดแทน 2S-305 ที่ใช้อยู่เดิม ทำให้ Diatone พัฒนาวัสดุ Pure Boron หรือ B4C เพื่อใช้เป็นไดอะแฟรมได้สำเร็จ (จำเป็นต้องใช้อุณหภูมิที่สูงถึงกว่า 15,000 องศาเซลเซียส เพื่อก่อให้เกิดสภาพ plasma spraying สำหรับการขึ้นรูปโครงสร้างตัวโดม) ส่งผลให้ Diatone ออกลำโพงบ้านรุ่นใหม่ซึ่งได้อานิสงส์จากวัสดุ Pure Boron หรือ B4C diaphragm เหมือนที่ใช้อยู่ในลำโพงมอนิเตอร์รุ่น 2S-3003
ประเดิมด้วย DS-1000Z ในปีค.ศ.1991 ซึ่งใช้มิดเรนจ์และทวีตเตอร์แบบ โดมที่ใช้วัสดุ Pure Boron หรือ B4C มาขึ้นรูป และต่อมาในปีค.ศ.1994 ก็ได้ปล่อยรุ่น DS-2000Z ออกมา ภายใต้ระบบการทำงานแบบ ตู้ปิด 3-ทางไม่เปลี่ยนแปลง และตัววูฟเฟอร์ที่ใช้ใน “DS-2000Z” นี้ยังคงเป็นแบบ honeycomb construction cone พร้อมด้วยระบบแม่เหล็กแบบ DMM ที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 30 ซม. เช่นเดิม แต่ในส่วนของตัวมิดเรนจ์และทวีตเตอร์นั้น ปรับเปลี่ยนไปใช้แบบ pure boron DUD diaphragm ที่มีระบบแม่เหล็กแบบใหม่ซึ่งให้ค่าความเข้มเส้นแรงแม่เหล็กที่สูงมากยิ่งขึ้น (เพื่อให้ได้มาซึ่งความสมานเสมอ-กลมกลืนกันของช่วงย่านความถี่เสียงกลางและเสียงสูง)
ทั้งนี้ “DS-2000Z” สามารถครอบคลุมช่วงความถี่ตอบสนองได้กว้างขวางมากตั้งแต่ 27 เฮิรตซ์ขึ้นไปจนสุดโต่งที่เกินกว่า 80 กิโลเฮิรตซ์ โดยมีค่าความไวเสียงอยู่ที่ 90 ดีบี ส่วนค่าความต้านทานเท่ากับ 6 โอห์มโดยประมาณ จุดตัดกรองช่วงความถี่กำหนดไว้ที่ 500Hz กับ 5,000Hz ภายใต้มิติขนาดตัวตู้ 380x725x315 ม.ม. (กว้างxสูงxลึก) น้ำหนัก 37 กก.ต่อข้าง โดยที่ Diatone ได้ให้ความสำคัญกับโครงสร้างตัวตู้ที่มุ่งเน้นความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้นควบคู่กับการคัดสรรเกรดอุปกรณ์อย่างดี “DS-2000Z” จึงมีราคาจำหน่ายพุ่งขึ้นไปเป็น 250,000 เยนต่อข้าง
…แล้วก็มาถึง “DS-2000ZX” พระเอกของเราในครั้งนี้ ที่ได้ชื่อว่า The Last Flagship of DS-2000 ทั้งนี้เพราะ นี่คือเวอร์ชันท้ายสุดของ DS-2000 ที่ Diatone ได้สรรค์สร้างขึ้นมาในปีค.ศ.1997 โดยเป็นพัฒนาการที่ต่อเนื่องมาจาก “DS-2000Z” นั่นเองละครับ จึงถือกันว่า “DS-2000ZX” เป็นเวอร์ชันที่ดีที่สุดของตระกูล DS-2000 …แต่กระนั้นบางคนก็แย้งว่า ก็แล้วทำไมราคาต่อข้างของ “DS-2000ZX” จึงไม่แพงไปกว่า DS-2000Z กันล่ะ กลับมีราคาเพียงแค่ 180,000 เยน พร้อมๆ กับน้ำหนักตัวที่หายไปราวๆ 10 กก.ต่อข้าง ซึ่งจากข้อมูลที่สืบค้นมาได้อย่างยากลำบากระบุว่า Diatone ได้มีการนำหุ่นยนต์เข้ามาใช้ในการประกอบลำโพง และ DS-2000ZX ก็เป็นหนึ่งในจำนวนนั้น ทำให้ราคาต่อหน่วยการผลิตนั้นถูกลง ส่งผลให้ราคาต่อหน่วยของ DS-2000ZX นั้นย่อมเยาลงมาได้ ทั้งๆ ที่มีเทคโนโลยีที่สูงกว่า
ซึ่งจากการรับฟังตัวจริงเสียงจริงของ DS-2000ZX บอกได้เลยว่า ให้รายละเอียดต่างๆ ได้จะแจ้งมาก เปิดโปร่ง-เปล่งประกายสดใส (ใกล้เคียง diamond tweeter) ไม่มีการคลุมเครือใดๆ โดยไร้ซึ่งความจัดจ้าน-สากกร้านหรือขึ้นขอบแข็งในช่วงปลายเสียงสูง ส่วนเสียงเบสนั้นลงไปได้ลึก พร้อมด้วยความหนักแน่น ทั้งยังให้ช่วงย่านเสียงกลางที่มีเนื้อมีหนังฟังอบอุ่นสบายหู ที่โดดเด่นก็คือ สภาพอิมเมจที่กว้างขวางและลึกล้ำ ให้อิมเมจได้เป็นชั้นๆ มีระยะถอยลึกที่แจ่มชัด ยิ่งซอฟต์แวร์ที่ใช้ฟังบันทึกเสียงมาดีเท่าไหร่ การรับฟังก็จะยิ่งประทับใจเพียงนั้น – จริงๆครับ
หมายเหตุ :- …มีคนจำนวนไม่น้อยที่มักจะพูดว่า “เครื่องเก่า” นั้น มันตกสเปคฯ ไม่น่าเล่น, เชย หรือ ตกยุค, เสี่ยงต่อความเสื่อมสภาพของอุปกรณ์ใช้งาน อันอาจนำพามาซึ่งความเสียหาย (อย่างร้ายแรง) ต่อซิสเต็มที่ใช้งาน, ซื้อมาใช้งานก็ไม่มีการรับประกัน (warranty) แต่อย่างใด หนำซ้ำเมื่อเครื่องเสียเพราะหมดอายุการใช้งาน อาจหาอะไหล่มาเปลี่ยนใหม่ไม่ได้ด้วยซ้ำไป – อะไรทำนองนั้น ซึ่งเหล่านั้นก็เป็นความจริง – แต่มันจริงเพียงส่วนเดียว เพราะหากพินิจ-พิจารณาไคร่ครวญดูดีๆอย่างมีเหตุผล จะพบว่า “เครื่องเก่า” ที่เขาเล่นกันนั้น มันเป็นเครื่องในระดับไฮ-เอ็นด์ในยุคสมัยนั้นทั้งสิ้น ซึ่งกาลเวลาได้พิสูจน์ให้ประจักษ์แล้วว่า “ดีจริง” แม้จะผันผ่านกาลเวลามาเนิ่นนาน สมรรถนะและคุณภาพเสียงก็ยังเป็นที่น่าถวิลหา อีกทั้งคนที่ชื่นชอบใน “เครื่องเก่า” หรือ…การเล่นเครื่องเสียงแนววินเทจนั้น บางครั้งเรื่องของตัวเลขต่างๆที่ระบุไว้ในสเปคฯ มิได้ถูกนำมาคิด-พิจารณาเลยด้วยซ้ำ
“ความชอบ” นั้นมาจาก “เสียง” ที่ได้รับฟัง-เหนือปัจจัยใดๆทั้งสิ้น-ถ้าฟังแล้วบังเกิดความน่าหลงใหล เพราะสิ่งที่ได้รับฟังจาก “เครื่องเก่า” มักจะ-แตกต่าง-อย่างที่ “เครื่องใหม่” ซึ่งทันสมัยกว่า ตัวเลขสเปคฯก็ดูดีกว่า อาจทำได้ไม่เท่า …ผู้คนจำนวนมากทั่วโลกจึงถวิลหา “เครื่องเก่า” ที่โด่งดังในอดีตมาครอบครอง บางเครื่อง-บางรุ่นที่ยอดนิยมจริงๆนั้นถึงกับ “แย่ง” กันก็มี ทั้งๆที่ “ราคา” นั้นสูงลิบลิ่ว ยิ่งกว่าราคาตอนแรกจำหน่ายด้วยซ้ำไป นั่นเพราะว่า “มันหายากส์” ไม่ค่อยจะมีใครยอม “ปล่อย” ออกมา แม้ว่า จะขายได้ราคาดีมากๆก็ตาม
…บางทีคนที่มุ่งโจมตี “เครื่องเก่า” อาจต้องหันมาพิจารณาตัวเองบ้าง… ใช้เหตุและผล มิใช่ความคิดส่วนตนเป็นเครื่องตัดสินถูก-ผิด เรื่องของ “ความชอบ” หรือ “ความถูกใจ” ของคนเรา มันอยู่เหนือเหตุ-ผลใดๆ …ปล่อยให้ “เขา “ คิดกันเองบ้างดีไหม เขาก็มี “สมอง” เช่นกัน กรุณาอย่าครอบงำ หรือ ชี้นำแบบชักใบให้เรือเสีย ประเภท “เชื่อผมเถอะ ผมเป็นใคร …ทำไมถึงไม่ไว้ใจในคำชี้แนะของผมล่ะ” อะไรทำนองนั้น เพียงเพื่อผลประโยชน์ส่วนตน หรือ ของใครไม่กี่คน
…ลองกลับไปดูตัวเองซิว่า ตัวเองน่ะมีเครื่องเก่าตกรุ่นเก็บสะสมอยู่บ้างหรือเปล่า ? แล้วนำออกมาฟังอยู่ประจำ หรือไม่ ? ซึ่งถ้าไม่ชี้โกง หรือ โป้ปดจนติดเป็นนิสัย น่าจะซาบซึ้งดีว่า เสียงที่รับฟังจาก “เครื่องเก่า” นั้น มันให้อารมณ์ร่วมได้ขนาดไหน ถามใจตัวเองดูซิว่า จริงอ๊ะปล่าว…. |